25 Ways to improve your health.....25 วิธีที่จะทำให้คุณมีสุขภาพดี
1.) Brush twice a day!
1. แปรงฟันอย่างน้อยวันละสองครั้ง
2.) Dress right for the weather.
2. แต่งตัวให้เหมาะกับสภาพอากาศ
3.) Visit the dentist regularly.
3. ไปพบหมอฟันเมื่อถึงเวลา ( ปีละครั้งก็ยังดี )
4.) Get plenty of rest.
4. พักผ่อนให้เพียงพอ
5.) Make sure your hair is dry before going outside.
5. แน่ใจว่า ผมแห้งก่อนจะออกไปนอกบ้าน
6.) Eat right.
6. ทานอาหารที่มีประโยชน์
7.) Get outside in the sun every once in a while.
7. ออกจากบ้านเพื่อรับ แสงอาทิตย์บ้าง ในบางครั้ง บางคราว
8.) Always wear a seatbelt.
8. รัดเข็มขัดเมื่อใช้รถ
9.) Control your drinking of alcoholic beverages.
9. ควบคุมปริมาณการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์
10.) Smile! It will make you feel better.
10. ยิ้มเข้าไว้ มันจะทำให้คุณรู้สึกดีขึ้น
11.) Don't over indulge yourself.
11. อย่าตามใจปากจนเกินไป
12.) Bathe regularly.
12. อาบน้ำเป็นประจำ
13.) Read to exercise the brain.
13. อ่านหนังสือ เพื่อบริหารสมองบ้าง
14.) Surround yourself with friends.
14. อยู่ท่ามกลางเพื่อนฝูง
15.) Stay away from too much caffeine.
15. หลีกเลี่ยงคาเฟอีนที่มากเกินไป
16.) Use the bathroom regularly.
16. เข้าห้องน้ำเป็นประจำ
17.) Get plenty of exercise.
17. ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ
18.) Have your eyes checked regularly.
18. ตรวจเช็คสายตาบ่อยๆ ( ประมาณ 3 เดือน-ปีละครั้งก็ได้ )
19.) Eat plenty of vegetables.
19. ทานผักผลไม้เยอะๆ
20.) Believe that people will like you for who you are.
20. จงเชื่อว่า ผู้คนต่างชอบสิ่งที่คุณเป็น
21.) Forgive and forget.
21. ให้อภัยบ้าง ทำลืมไปบ้าง
22.) Take plenty of vacations.
22. หาเวลาไปเที่ยวบ้าง
23.) Celebrate all special occasions.
23. ฉลองให้กับวันพิเศษ หรือเทศกาลสำคัญ
24.) Pick up a hobby.
24. หางานอดิเรกทำ
25.) Love your neighbor as yourself.
25. รักเพื่อนบ้าง อย่างที่รักตัวเอง
Do all these things and you will be a happier, healthier person!
ลองทำดูนะ แล้วคุณจะมีความสุขมากขึ้น เป็นคนที่มีสุขภาพดีLife Is Not About How To Survive The Storm But How To Dance In The Rain
![]()
เมื่อ ใดที่มีสิ่งปกติขึ้นกับร่างกายคุณ อย่านิ่งนอนใจ เพราะสัญญาณบางอย่างที่ร่างกายส่งมา ก็เพื่อให้คุณรู้ตัวก่อน และแก้ไขอย่างทันท่วงที
เมื่อมีอาการอย่างใดอย่างหนึ่งก็ควรหมั่นสังเกตตัวเอง แต่ทุกอาการก็ใช่จะบอกโรคร้ายเสมอไปต่อไปนี้คืออาการทางร่างกายที่พบกันบ่อยๆ และสิ่งที่อาจเป็นไปได้ต่อสุขภาพของคุณ
เมื่อรู้สึกเจ็บ คัดเต้านม ความคิดในแง่ลบก็คือ มะเร็งเต้านม อาการเจ็บเต้านม เริ่มแรกไม่ใช่ลักษณะของมะเร็งเต้านมมะเร็งจะมีลักษณะอื่นที่สังเกตได้คือ มีของเหลวปนเลือดออกมาจาก หัวนม ผิวบุ๋ม แข็งและเป็นก้อน ดังนั้นจึงควรหมั่นคลำเต้านมตนเองทุกเดือนหลังหมดประจำเดือน สิ่งที่เป็นไปได้ อาจเป็นเพราะฮอร์โมนที่เปลี่ยนแปลงในช่วงก่อนมีรอบเดือนหรือก่อนการตั้ง ครรภ์ หรือการเปลี่ยนแปลงฮอร์โมนในช่วงวัยทอง ควรไปพบแพทย์เมื่อมีอาการบ่อย
ตื่นเช้าขึ้นมาคุณรู้สึกเจ็บเสียดหน้าอก ความคิดในแง่ลบก็คือ เป็นโรคหัวใจหรือเปล่า หากมีอาการเจ็บแน่นหน้าอกเหมือนถูกกดทับ หรือถูกบีบรัดหัวใจนานกว่า 10 นาที ก็เป็นสัญญาณของโรคหัวใจ ส่วนสัญญาณบอกอาการในผู้หญิงคือ คลื่นเหียน เจ็บท้องด้านบน อาเจียน หายใจลำบาก และเหนื่อยเพลีย สิ่งที่เป็นไปได้ อาจเป็นเพียงแค่อาการตึงกล้ามเนื้อก็ได้ และคุณจะสังเกตได้เองว่า ความเจ็บจะหายไปเมื่อคุณขยับเคลื่อนไหวในบางท่า หากหายใจเข้าแล้วรู้สึกเจ็บก็อาจเกิดจากการอักเสบของปอด หรือหากจุกแน่นหน้าอกเป็นเวลาสั้นๆ ก็อาจเกิดจากความดันโลหิตสูง
ขณะที่คุณกำลังอ่านหนังสือหรือขับรถแล้วจู่ ๆ ก็ตาพร่า ความคิดในแง่ลบคือตาบอดหรือเปล่านี่ คนส่วนมากมักกลัวโรคจอประสาทตาเสื่อม ซึ่งจะทำให้เซลล์การมองเห็นของเยื่อภายในลูกตาสำหรับรับภาพตา อาการเริ่มแรกของจอประสาทตาเสื่อมคือ มองภาพไม่คมชัดเห็นเหมือนมีอะไรบังตรงกลาง หรือเห็นภาพบิดเบี้ยวไป ทำให้ความสามารถในการเห็นภาพที่ระยะใกล้และไกลเสียไปจนมีปัญหากับการทำ กิจกรรมต่างๆ เช่น อ่านหนังสือ หรือสนด้ายเข้าเข็มยาก ส่วนมากมักเป็นกับผู้สูงวัยสิ่งที่เป็นไปได้ อาจเกิดจากวุ้นในลูกตาเสื่อมก็ได้ คือจะมีอาการเห็นเป็นคราบดำๆ หรือคราบติดกระจก ถ้าอาการมากกว่านั้นคือ ประสาทตาฉีกขาดจะทำให้มองเห็นแสงแฟลชในที่มืดไม่ว่าหลับตาหรือลืมตา ส่วนมากมักเกิดกับผู้สูงอายุหรือผู้ที่ต้องใช้สายตามากๆ เช่น ช่างเจียระไนเพชรลอย แต่ ปัจจุบันมักเกิดจากการเล่นเน็ต หรือเล่นคอมฯ เพื่อความแน่ใจควรไปพบจักษุแพทย์และป้องกันอาการอักเสบ
เมื่อมีความเครียดหนัก ตามมาด้วยอาการปวดศีรษะ ความคิดในแง่ร้ายก็คือเป็นมะเร็งที่สมอง หากมีอาการปวดศีรษะเป็นประจำพร้อมกับมีการอาเจียน วิงเวียนศีรษะ และมีปัญหากับการมองเห็น การฟังหรือการพูด คนส่วนใหญ่ที่มีอาการเช่นนี้มักอยู่ในวัยระหว่าง 65-85 ปี และมักเป็นกับผู้ชายมากกว่าผู้หญิงสิ่งที่เป็นไปได้ อาจเกิดจากความเครียดก็ได้ ส่วนมากอาการปวดศีรษะมักพ่วงมากับอาการตึงต้นคอ หากใช้หมอนอุ่นๆ ประคบต้นคอก็จะช่วยลดความตึงได้ หรืออาการไซนัสอักเสบก็เป็นสาเหตุได้ จึงควรไปพบแพทย์ แต่ถ้าเป็นไมเกรนจะไวกับแสงและมีอาการคลื่นเหียน
เอร็ดอร่อยกับอาหารเย็น แต่ต้องปวดท้องจนแทบทนไม่ไหว ความคิดในแง่ลบก็คือ ไส้ติ่งอักเสบ ซึ่งจะมีอาการเริ่มแรกคือปวดบริเวณสะดือและท้องด้านบน และไม่กี่ชั่วโมงต่อมาก็ย้ายมาปวดที่หน้าท้องด้านขวา สิ่งที่เป็นไปได้ อาจเกิดจากการย่อยอาหาร ท้องอืดเฟ้อ ท้องผูก หรือท้องเสีย หากปวดไม่เลิกควรไปพบแพทย์ เพราะอาจเป็นแผลในกระเพาะ นิ่วในถุงน้ำดี ก้อนนิ่วในไต หรือซีสต์ในรังไข่
ในขณะที่ทาครีมคุณสังเกตว่าต่อมน้ำเหลืองใต้รักแร้บวม ความคิดในแง่ลบก็คือ มะเร็ง อาจใช่หรือไม่ใช่ก็ได้สิ่งที่เป็นไปได้ อาจเกิดจากปฏิกิริยาของระบบภูมิคุ้มกันตามปกติ ต่อมน้ำเหลืองโตเป็นสัญญาณว่ามันกำลังทำงาน นั่นคือ มันมีปฏิกิริยากับการติดเชื้อและกรองเชื้อโรค หากเป็นหวัดอย่างแรงก็เป็นเรื่องปกติที่ต่อมน้ำเหลืองที่คอจะบวม หากไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัดหรือการบวมกินระยะเวลานานกว่า 3 สัปดาห์ ควรไปพบแพทย์
แม้ว่าคุณจะไม่ได้ไปก่ออาชญากรรมที่ไหนมาแต่มือเท้าของคุณก็สั่น ความคิดในแง่ลบคือ โรค Multiple Sclerosis อาการเริ่มแรกของโรคคือ ความรู้สึกชาด้าน เหนื่อยเพลีย มีปัญหากับการมองเห็นและการเดิน สิ่งที่เป็นไปได้ อาจเกิดจากเลือดไหลเวียนไม่ดีก็ได้ เพราะ 90% ของคนที่มีอาการที่ว่านี้เกิดจากการวางแขนและเท้าผิด ๆ ทำให้เลือดไหลเวียนติดขัดขาชาก็อาจเกิดจากข้อต่อกระดูกสันหลังซึ่งส่งผลให้ รู้สึกเจ็บปวดไปที่แขนหรือขา
หลังจากมีเรื่องให้ต้องโมโหในออฟฟิศตกตอนเย็นคุณก็รู้สึกมีเสียงหวีดหวิวในรูหู ความคิดในแง่ลบก็คือ หูดับในความเป็นจริงมันอาจเกิดจากความเครียดก็ได้ หากหูข้างหนึ่งไม่ได้ยินหรือไม่ได้ยินทั้งสองข้างล่ะก็ต้องไปพบแพทย์เพื่อทำ การรักษาสิ่งที่เป็นไปได้ เสียงหวีดหวิวในหูที่เกิดจากความเครียดหรือจากเสียงดังของดนตรีเป็นเรื่อง ปกติ ไม่นานก็จะหายไปเอง หากเป็นโรคหูอื้อ (Tinnitus) จะได้ยินเสียงหวีดหวิวเป็นเวลานานและไม่เกี่ยวกับเสียงจากภายนอก
เมื่อวานนี้คุณไปจ็อกกิ้ง แล้วก็ปวดเข่าในวันนี้ คุณคิดในเชิงลบทันทีว่า ข้อเข่าเสื่อม ซึ่งโรคนี้สามารถเกิดขึ้นได้ตั้งแต่วัย 35 ปี การป้องกันก็คือ ลดน้ำหนักส่วนเกินและหมั่นออกกำลังกายเป็นประจำสม่ำเสมอ กีฬาที่ดีที่สุดคือว่ายน้ำหรือขี่จักรยานสิ่งที่เป็นไปได้ อาจไม่ได้เป็นโรคร้ายแรงก็ได้ ถ้าคุณสามารถขยับขาได้และอาการเจ็บบรรเทาลงก็ไม่น่าเป็นห่วงให้คุณใช้ผ้าห่อ น้ำแข็งประคบเข่าและหยุดพัก หากขยับข้อเข่าไม่ได้ก็ควรหาแถบผ้าพันไว้แล้วไปพบแพทย์
เมื่อก่อนนี้คุณเคยขึ้นบันไดสามชั้นได้สบาย ๆ แต่ตอนนี้คุณต้องหยุดพักเพื่อหอบหายใจ ความคิดในแง่ลบคือโรคหอบหืดสิ่งที่เป็นไปได้ อาจเกิดจากทางเดินหายใจตีบจึงทำให้ไอและหายใจไม่ออกหรือ เกิดจากการเคี้ยวอาหารเร็ว บวกกับมีน้ำหนักเกินและสูบบุหรี่ก็อาจทำให้เกิดอาการที่ว่านี้ได้ หรืออาจเกิดจากโรคบางชนิด เช่น หัวใจอ่อนแอ หรือหายใจไม่ออก ควรไปพบแพทย์เพื่อตรวจรักษาและไม่ต้องกลัวโรคปอดอักเสบ เพราะตามหลักแล้วอาการปอดอักเสบมักมีไข้ร่วมด้วย
เมื่อสังเกตเห็นไฝใหญ่ขึ้น ความคิดในแง่ลบก็คือ มะเร็งไฝ แต่ลักษณะของโรคมะเร็งไฝก็คือ ขนาด สี และรูปร่างของไฝเปลี่ยนไป มีขอบไม่ชัดเจน หรืออาจคัน มีขุยหรือแข็ง คนที่เสียงกับมะเร็งไฝส่วนใหญ่จะมีผิวขาวและมีไฝมากกว่า 50 จุดสิ่งที่เป็นไปได้ อาจเกิดจากวัยที่มากขึ้นจึงส่งผลให้ไฝเปลี่ยนไปตามวัย หากสงสัยไม่แน่ใจก็ควรไปพบแพทย์ผิวหนังซึ่งไฝมักเปลี่ยนไปเมื่อมีวัย 40+ เป็นส่วนใหญ่ หรือบางคนอาจมีไฝเปลี่ยนไปก่อนวัยนี้ก็ได้เช่นกัน
บทความนี้จากเพื่อนบ้านนะครับ
LiveInBangkok
-?ตะลึง?....คุณหมอพรทิพย์เขียนไว้ว่า เวลาผ่าศพจะเจออุจจาระตกค้างในลำไส้อย่างน่าตกใจ
บางศพ มีน้ำหนักอุจจาระถึง 10 โล? แล้วเป็นเพราะอะไร
เค๊าว่า ?อุจจาระตกค้าง ? อุจจาระตกค้าง เนื่องมาจาก
1. เคี้ยวอาหารไม่ละเอียด
2. กินอาหารที่มีกากใยน้อย
3. มีพยาธิ หรือ เชื้อรา ทำให้ระบบย่อยอาหารผิดปกติ
4. ระบบดูดซึมเสีย เพราะน้ำมันพืชเคลือบ ทำให้น้ำที่ดื่มเข้าไป ไม่หมุนเวียน
5. ไม่ถ่ายอุจจาระเวลา 05.00-07.00 เช้า
หากถ่ายอุจจาระ หลังเวลา 7 โมงเช้า ลำไส้จะบีบให้อุจจาระขึ้นไปข้างบน เวลาถ่าย จะถ่ายไม่หมด แต่ไม่รู้ตัว
ที่ปลายลำไส้จะมีประสาทปลายทวาร เมื่อมีอุจจาระที่เหลวพอ มาจ่อปลายทวาร ประสาทจะส่งสัญญานบอกสมองให้ปวดอึ หลัง 7 โมงเช้า
ลำ ไส้จะทำงานไม่เป็นปกติ บีบอุจจาระให้ขาดช่วง เวลาถ่ายจนรู้สึกว่าหมดแล้ว เราก็หยุด แต่ความจริง อุจจาระท้ายขบวนยังไม่ออก แต่มันถูกดันกลับขึ้นไป ไม่มาจ่อปลายทวาร ทำให้เราไม่ปวดอึ เราก็นึกว่าหมดแล้ว อุจจาระที่ค้างไว้นี้ ก็จะเกาะที่ผนังลำไส้พอมีอุจจาระใหม่ที่เหลวกว่า มันก็แซงหน้าไปก่อน แต่มันไม่สามารถดันพวกที่ค้างแข็งให้ออกไปได้ พวกที่ค้างแข็งไว้ ก็เกาะติดแน่น
ฉะนั้น ทุกวันที่ถ่าย มันก็ถ่ายเฉพาะอึที่เหลวพอ ส่วนที่เหลือ ก็เกาะไปเรื่อย ๆ อุจจาระตกค้างจะไปทับเส้นเลือดต่าง ๆ
ใน กระเพาะและ กดทับกระดูกหลัง ทำให้เกิดอาการมากมาย เช่น ท้องอืด ปวดหลัง ปวดขา ปวดกล้ามเนื้อที่ไหล่และสะบัก เวียนหัว อ่อนเพลีย นอนไม่หลับ เป็นฝ้า ไมเกรน และ อื่น ๆ
?นั่นแหละเป็นที่มา..ที่คุณหมอพรทิพย์เขียนไว้ว่า เวลาผ่าศพจะเจออุจจาระตกค้างในลำไส้อย่างน่าตกใจบางศพ มีน้ำหนักอุจจาระถึง 10 กิโล?
การนำอุจจาระตกค้างออกจึงจำเป็นต้องหาว่าเป็นที่สาเหตุใด
ใน 5 สาเหตุข้างต้น
แต่ถ้าสามารถได้รับการตรวจด้วยลูกดิ่งเพนดูลั่มก็จะรู้ได้
สำหรับท่านที่ไม่สะดวกในการเดินทางมาให้ตรวจ
ก็แนะนำให้ถ่ายพยาธิเสียก่อน แล้ว ลองสูตรอาหารดังต่อไปนี้
1. เม็ดแมงลัก 2 ช้อนชา ผสมน้ำ 1 แก้ว ทิ้งไว้ 30 นาที ดื่มก่อนนอน
เม็ดแมงลักจะลากอุจจาระตกค้างออกมา ทานเป็นปกติได้ทุกวัน
หรือ 3-4วันต่อสัปดาห์ แล้วแต่จะชอบ
2. นมสด 2 กล่อง (รวมจะได้ประมาณ 500 มิลลิตร) และ กล้วยน้ำว้า 2 ลูก ทานก่อน 6 โมงเช้า
ช่วงแรกควรทานติดกัน 3 วัน หากถ่ายก่อน 7 โมงเช้าเป็นปกติได้แล้ว ก็ลดมาเป็นสัปดาห์ละ 2 ครั้ง หรือ ตามที่เห็นสมควร
3. ทานผักบุ้ง 2 กำมือ ผัด หรือ ต้ม ทำอาหารตามใจชอบ ผักบุ้งจะลากอุจจาระตกค้างออกมา
- หากมีเืรื่องมากวนใจ ให้ตรวจสอบดูว่าเป็นเรื่องอะไรและพยายามจัดการกับมันให้ได้ ควรรีบดำเนินการแก้ไขปัญหาทันที อย่ามัวแต่กังวล พึงระลึกไว้เสมอว่าการผัดวันประกันพรุ่งนั้น จะทำให้สุขภาพและร่างการทรุดโทรมลง
- หลีกเลี่ยงความคิดที่สุดขั้ว หรือความคิดที่มีเพียงขาวกับดำ หรือความคิดที่ไม่ยืดหยุ่น เพราะชีวิตนี้ยังมีพื้นที่สีเทาให้คุณเลือก ดังนั้นหากใส่ความคิดเหล่านี้เข้าไปในสมอง เช่น "เสมอๆ......ฉันไม่เคย....คนทุกคน.......ผู้หญิงเป็น..."นั่นไม่ช่วยอะไรเลย จงระวังคำพูดหรือบทสรุปเช่นนั้นเพราะมันจะทำให้คุณเป็นคนมองโลกในแง่ร้าย
- คุณยอมรับสิ่งที่ดีที่สุดหรือเตรียมใจรับกับสิ่งเลวร้ายได้หรือไม่
- คุณเคยตีอกชกหัวตัวเอง เพราะรู้สึกว่าคุณยังไม่ดีพอเท่าที่อยากเป็นหรือไม่ ตัวอย่าง เช่น คุณเลิกเล่นกีฬา เพราะคิดว่าคุณไม่สามารถเป็นนักกีฬาที่เก่งได้หรือไม่
- เมื่อนึกถึงอดีตที่ผ่านมา คุณจดจำในเรื่องที่ดีหรือไม่ดีมากกว่ากัน
- คุณเชื่อไหมว่าตัวคุณเองหรือคนอื่นๆ มีผลต่อความรู้สึกของคุณ
- คุณเคยยอมแพ้หรือไม่ เคยเริ่มต้นทำบางสิ่งเพียงเพราะคิดว่าคุณยังไม่ใช่คนที่สมบูรณ์แบบหรือไม่
- คุณมักจะทำอะไรตามความต้องการ หรือหลีกเลี่ยงความกลัวหรือไม่
- คุณเป็นคนที่ชอบติฉินนินทา หรือชอบคิดร้ายต่อคนอื่นหรือไม่
- คุณเชื่อหรือไม่ว่าจิตใจของคุณจะสร้างตัวตนที่แท้จริงของคุณให้ดีหรือร้ายก็ได้
- คุณเชื่อมัั่นในความสามารถที่จะเปลี่ยนแปลงตัวเองได้หรือไม่
- คุณปล่อยให้อดีตมากำหนดชีวิตคุณหรือไม่
- คุณมองว่าความคิดเห็นของคุณมีค่าหรือไร้ค่า
- คุณสนุกกับช่วงเวลาว่างโดยปราศจากทั้งความรู้สึกผิดและความกระวนกระวายใจหรือไม่
- คุณรับมือกับวิกฤตการณ์อย่างไร
- ปกติแล้วคุณมักจะคิดในแง่บวกหรือลบ
- คุณเคยใช้เวลาในการชื่นชมความสำเร็จของคุณหรือไม่
- คุณรับรู้ความต้องการของร่างกายหรือไม่
- คุณสามารถพิจรณาว่าสิ่งใดที่จำเป็นต้องเปลี่ยนแปลงในชีวิตของคุณและเริ่มต้นทำมันได้หรือไม่
- ในแต่ละวัน คุณคาดหวังว่าจะเจอปาฏิหารย์หรืออุปสรรค
แพทย์ยังไม่สามารถเข้าใจความเชื่อมโยงระหว่างจิตใจกับสุขภาพได้อย่างถ่องแท้ แต่ส่วนใหญ่ก็เห็นด้วยว่าจิตใจของคุณทำให้คุณสามารถเพิ่มระบบภูมิคุ้มกัน สามารถฟื้นตัวจากการผ่าตัดได้อย่างรวดเร็ว ลดอาการเจ็บปวด และมีชีวิตที่ยืนยาวขึ้น ในปี ค.ศ. 1969 ดร. คารล์ ไซมอนตัน และภรรยา ซึ่งเป็นนักจิตวิทยา ได้ทำการวิจัยเกี่ยวกับการใช้จินตนาการในการรักษาโรคมะเร็ง โดยผู้ป่วยจะได้รับการสนับสนุนให้จินตนาการถาพเซ็ลล์เม็ดเลือดขาวกำลังฆ่าเซ็ลล์มะเร็ง จนเขาสามารถดำรงชีวิตได้ยืนยาวมากกว่าผู้ป่วยที่ไม่ได้รับการฝึกให้เห็นภาพเช่นนั้น คนที่เป็นกังวลและเศร้าใจอยู่ตลอดเวลา หรือมักจะชอบบ่นแม้ไม่มีเรื่องที่ต้องกังวลมากนัก พวกเขาเหล่านี้มีความเสี่ยงที่จะเสียชีวิตด้วยโรคหัวใจล้มเหลว เนื่องจากความกดดันจากความเครียดจะทำให้เลือดมีความเข้มข้นมากขึ้น และนั่นหมายความว่้ามีความเสี่ยงสูงที่จะเกิดอาการลิ่มเลืิอดอุดตันและหัวใจวายได้ ดังนั้นคุณจึงควรมองโลกในแง่ดีหากคุณต้องการมีสุขภาพที่ดีและมีอายุยืนยาว
สนใจอ่านต่อ วิธีการตรวจสอบสภาวะจิตใจ
กลับไปอ่านเริ่มต้นเรื่องใหม่
การเปลี่ยนความคิดเป็นสิ่งสำคัญที่สุดที่คุณสามารถทำได้ใหการรักษาสุขภาพ ความคิดของคุณจะเป็นตัวกำหนดสิ่งที่คุณเลือกในการบริ็โภค รวมถึงการออกกำลังกาย การตอบสนองต่อความเครียด อารมณ์ เป้าหมาย ความทะเยอทะยานและความผิดหวัง ความเสี่ยงที่คุณยอมรับ หรือแม้กระทั่งการนอนอย่างเพียงพอ สรุปง่าย ๆ การคิดดีนั้นเป็นสิ่งที่ทำให้คุณอยู่ได้อย่างเป็นสุึข
สนใจอ่านต่อ
